Notice: Undefined variable: default_font in /var/www/kmcenter/kcresearch/km/templates/18215/styleloader.php on line 3 Notice: Undefined variable: side_column in /var/www/kmcenter/kcresearch/km/templates/18215/utils.php on line 40 Notice: Undefined variable: template_width in /var/www/kmcenter/kcresearch/km/templates/18215/utils.php on line 42 Notice: Undefined variable: template_width in /var/www/kmcenter/kcresearch/km/templates/18215/utils.php on line 45

องค์ความรู้จากการอบรมสัมมนา


คลังความรู้, -
นวัตกรรมสำนักวิจัยและพัฒนา
-
labyrinth weir
ฝายหยัก
radagate
RADAGATE
boat1
เรือเก็บผักตบชวาขนาดเล็ก
m_meter
เครื่องวัดความชื้นในดิน
prin_pump2
PRIN PUMP
prin_pump1
PRIN PUMP
tank
ถังบำบัดแบบไม่ใช้ออกซิเจน
weeder1
SAPRIN WEEDER
weeder2
SAPRIN WEEDER
การศึกษาถึงความเค็มของน้ำในอ่างเก็บน้ำบึงพุดซา จังหวัดนครราชสีมา PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย วสันต์ ยิ้มแย้ม   
วันจันทร์ที่ 17 กันยายน 2012 เวลา 00:00 น.
การศึกษาถึงความเค็มของน้ำในอ่างเก็บน้ำบึงพุดซา จังหวัดนครราชสีมา

วสันต์ ยิ้มแย้ม
1

1
ปัจจุบันตำแหน่ง วิศวกรโยธา ชำนาญการ สังกัด กลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านวิศวกรรม สำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน

บทคัดย่อ :
แหล่งน้ำเป็นปัจจัยหลักต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ สัตว์ และพืช โครงการขุดลอก อ่างเก็บน้ำบึงพุดซา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา กำเนิดขึ้นจากสภาวะภัยแล้งในปี พ.ศ. 2547 ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาต้องการแหล่งน้ำสำรองไว้แก้ปัญหาภัยแล้งในอนาคต และปัจจุบันถูกกำหนดให้เป็นโครงการ แก้มลิงในยามน้ำหลากอีกด้วย

จากการตรวจสอบสภาพความเค็มของน้ำในบึงพุดซา และดินนอกคันบึงพุดซา ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2553-2554 รวม 4 ครั้ง ผลการทดสอบโดยรวมปรากฏว่า น้ำมีความเค็ม (EC x 103) เฉลี่ย 3.6 ds/m มากกว่าค่าปกติมาตรฐานน้ำชลประทาน คือ 2.0 ds/m (โดยในช่วงฤดูแล้งจะมีค่าความเค็มสูง และลดลงช่วงฤดูฝนเนื่องจากมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นจากน้ำฝนและน้ำท่า และค่าความเค็มจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งในฤดูหนาวจนถึงฤดูแล้งปีต่อมา)

สำหรับดินนอกคัน พบว่ามีการสะสมความเค็มเพิ่มขึ้นเช่นกัน จากจุดสำรวจบริเวณใกล้เคียงกันในแต่ละช่วงเวลา โดยน้ำท่าพัดพาชะล้างความเค็มที่ผิวดินจากบริเวณอื่นมาสะสม หากสามารถไหลนองเข้าในบึงพุดซา ก็จะเพิ่มปริมาณความเค็มให้กับน้ำได้อีก

ดังนั้นเพื่อจะให้น้ำในบึงพุดซาดังกล่าว มีคุณภาพที่ดีเหมาะสม และเป็นประโยชน์แก่จังหวัดนครราชสีมาและเกษตรกรผู้ใช้น้ำ เห็นสมควรให้มีการดำเนินการดังต่อไปนี้

1. ต้องทำการบันทึกวัดค่าความเค็มของน้ำในบึงพุดซา ทุก ๆ เดือน หรือจนกว่าค่า EC x 103 ต่ำกว่า 2.0 ds/m

2. ในช่วงฤดูฝน ควรผันน้ำท่าเข้าบึงพุดซาให้มากที่สุด ในทุก ๆ ปีอย่างสม่ำเสมอ และระบายน้ำออกทิ้งในช่วงที่ไม่มีความต้องการใช้น้ำอย่างเหมาะสม พร้อมสร้างประตูระบายน้ำ (รับเข้า-ระบายออก) เพื่อควบคุม (Control) ความเค็มของน้ำ โดยลดความเค็มของน้ำลงให้มีค่า EC x 103 ไม่มากกว่า 2.0 ds/m (ซึ่งเป็นค่าปกติอยู่ใน Class 3 ของคุณภาพน้ำชลประทาน ที่สามารถทำการเพาะปลูกได้ตามปกติ)

3. ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรผู้ใช้น้ำ ในแต่ละช่วงฤดูที่น้ำมีค่า EC x 103 มากกว่า 2.0 ds/m แต่ไม่มากกว่า 4.0 ds/m โดยร่วมประสานงานกับเกษตรกรจังหวัดเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับพันธุ์พืชทนเค็ม (สืบค้นข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว) และประสานงานกับประมงจังหวัดเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์น้ำที่เหมาะสมในช่วงเวลานั้น ๆ

4. ตรวจสภาพคันโดยรอบให้มีความมั่นคงแข็งแรง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่าพัดพาชะล้างละลายความเค็มของเกลือผิวดินจากแหล่งอื่น ๆ มาเพิ่มเติมในบึงพุดซาอีก

5. ต้องกำหนดระดับน้ำต่ำสุด โดยห้ามใช้น้ำอีกเมื่อระดับน้ำลดลงถึงระดับดังกล่าว เช่น ระดับน้ำเหนือผิวดิน 1 เมตร เพื่อใช้กดทับหรือควบคุมป้องกันไม่ให้เกิด Capillary น้ำพาความเค็มของเกลือจากชั้นใต้ดินขึ้นมาทำให้น้ำในบึงมีความเค็มเพิ่มขึ้น
แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 17 กันยายน 2012 เวลา 14:42 น.